มมร.สธ.หร.โกเมศ

มมร.สธ.หร.โกเมศ

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ขยับการเมือง



การเมือง - การละคร

กลเกมส์.......การเมือง
หลากเรื่อง....ซับซ้อน
เชิงซ่อน.......แข็งอ่อน
ยอกย้อน......พา งง

ดำเป็นขาว..............ขาวเป็นดำ
แปรเทานำ..............ซ่อนประสงค์
หลากประโยชน์........หลากจำนงค์
ไร้ยืนยง.................สลับเวียน

หรือ..การเมือง เป็นละคร โรงใหญ่ใหญ่
พรรค(+นัก)การเมือง หมุนสลับ .. ปกครองเปลี่ยน
ผลัดกันนำ ผลัดกันค้าน ผลัดเวียนเทียน
ผลัดกันเสี้ยน ผลัดกันชู .. บทละคร

ประชาขน ได้อะไร บ้างไหมหนอ
รอ..รอ..รอ....รอสิ่งใหม่ .. บทเรียนสอน !
ผู้นำ(การเมือง)มา แล้วก็ไป .. ตามบทตอน
ประวัติ(ศาสตร์)ย้อน .. ประชาฯช้ำ .. คำสัญญา !

อย่าเพิ่งท้อ นะประชาฯ .. การเมืองเคลื่อน
กาลลาเลื่อน .. ค่อยพัฒนา การเมืองกล้า !
กาลขับเคลื่อน .. วิวัฒนาการ ผ่านเวลา
อีกไม่ช้า .. ไม่ช้า ! .. การเมืองดี ? ..


นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด
นักการเมืองแจกแท็บเล็ต กษัตริย์แนะเคล็ดวิชา
นักการเมืองห่วงอำนาจ มหาราชห่วงประชา
นักการเมืองสร้างสัญญา องค์เจ้าฟ้าสร้างสรรธรรม
นักการเมืองหาเรื่องกิน องค์ภูมินทร์หาเรื่องทำ
......
นักการเมืองยุให้รำฯ ในหลวงย้ำให้ทำดี
นักการเมืองมักแบ่งขั้ว องค์เหนือหัวไม่แบ่งสี
นักการเมืองทำสี่ปี องค์ภูมีทำทุกวัน
นักการเมืองชอบแบ่งเสียง พ่อพอเพียงชอบแบ่งปัน
นักการเมืองคิดสั้น องค์ราชันย์คิดยาว
 
 
นักการเมืองหรือผู้ปฏิบัติงานทางการเมือง  เป็นส่วนประกอบสำคัญของการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง  แต่ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือกติกาที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ  และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือ  ในสังคมมีการพัฒนาวัฒนธรรมการเมือการปกครองแบบประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับครอบครัว  โรงเรียน  ในที่ทำงาน  จนถึงสังคมโดยรวม ในกรณีของผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองนั้น  มีคำกล่าวซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า  นักการเมืองแตกต่างจากรัฐบุรุษในแง่ที่ว่า  นักการเมืองคือบุคคลที่คำนึงถึงผลการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป  ส่วนรัฐบุรุษคือบุคคลซึ่งคิดถึงอนาคตของประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนาคตเยาวชนรุ่นหลัง  กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบุรุษนั้นถูกมองว่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์  และมีอุดมการณ์อย่างเหนียวแน่นต่อผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดิน  นักการเมืองจะถูกมองว่าคือบุคคลที่ติดยึดกับตำแหน่งอำนาจ  แม้การดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะส่งผลในทางลบก็ตาม

นักการเมืองที่ดีน่าจะเป็นนักการเมืองที่มีคุณสมบัติ 5 ประการดังต่อไปนี้
ประการแรก  นักการเมืองผู้นั้นต้องมีความผูกพันทางอุดมการณ์ (Ideological Commitment) โดยในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีความเชื่อและศรัทธาในระบบประชาธิปไตย  มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย  และต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นกรรมวิธี (means) เพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่าง  และขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่มีเป้าหมายบั้นปลาย (end) ที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง  นักการเมืองที่ดีจึงเป็นนักการเมืองที่ปฏิบัติตามกรอบกติกาเพื่อรักษาไว้ซึ่งกระบวนการประชาธิปไตย โดยไม่ตะแบงละเมิด
ประการที่สอง  นักการเมืองที่ดีจะต้องมีจริยธรรมทางการเมือง (Political Ethics)  ในขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะรวมจริยธรรมอยู่ด้วย  แต่จริยธรรมทางการเมืองอาจจะเป็นรายละเอียดที่อยู่นอกกรอบอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งเป็นกรอบใหญ่  ประเด็นเรื่องจริยธรรมทางการเมืองจะเกี่ยวข้องกับความถูกต้องตามกฎหมาย  ความชอบธรรมทางการเมือง  และความน่าเชื่อถือรวมทั้งศรัทธา  การกระทำอันใดก็ตามถึงแม้จะถูกต้องตามกฎหมายจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงถ้าเกิดผลเสียตามมา  จริยธรรมทางการเมืองจะเป็นเครื่องชี้แนวทางในการปฏิบัติ  ในขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองจะทำหน้าที่เสมือนจิตวิญญาณของระบบการเมืองในภาพรวม
 
ประการที่สาม  นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จในฐานะนักการเมืองที่ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม  ไม่ว่าจะในฐานะสมาชิกรัฐสภาหรือรัฐมนตรีจะต้องมีความรู้ทางการเมือง (Political Knowledge)   ซึ่งความรู้ดังกล่าวนี้คือความรู้ทางการเมือง  เศรษฐกิจและสังคม  มีวิชาหนึ่งวิชาที่เริ่มต้นในอังกฤษเป็นที่ทราบกันว่าเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาการเมือง  ความรู้เกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐศาสตร์  หรือที่เรียกว่า PPE (Philosophy, Politics and Economics) วิชาดังกล่าวนี้มีแนวคิดที่ว่า  การบริหารประเทศนั้นจะต้องกระทำโดยบุคคลที่มีความรู้ทางการเมือง  อันรวมถึงความรู้ทางสังคมด้วย  ขณะเดียวกันก็ต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจ  ทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและระหว่างประเทศ  แต่ที่สำคัญจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องปรัชญาทางการเมือง  ซึ่งปรัชญาทางการเมืองนั้นจะรวมทั้งอุดมการณ์และจริยธรรมเพื่อเป็นเครื่องชี้นำในการปฏิบัติ  นักการเมืองที่มีความรู้ครึ่งๆ กลางๆ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง  เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดเนื่องจากขาดข้อมูลและความรู้  ที่สำคัญขาดอุดมการณ์ที่จะเป็นเครื่องชี้นำ

ประการที่สี่  นักการเมืองที่ดีจะต้องมีประสาทสัมผัสทางการเมือง  (Political Sense)  ความสามารถในการเข้าใจนัยสำคัญทางการเมืองอันเกิดจากเหตุการณ์ทางการเมือง  ซึ่งจะส่งผลในทางลบหรือทางบวกนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง  เพราะการอ่านสถานการณ์ทางการเมืองที่ผิดพลาดอาจจะนำไปสู่ความสูญเสียอย่างมหาศาล  กระบวนการทางการเมืองที่เริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนไม่สำคัญเนื่องจากการอ่านสถานการณ์ที่ผิดพลาด  อาจจะนำไปสู่การขยายขอบข่ายอย่างกว้างขวาง  เป็นผลร้ายทางการเมืองได้  ดังปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ประการที่ห้า  นักการเมืองที่ดีคือนักการเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์ทางการเมือง (Political Mood) ของสังคม  การขาดความเข้าใจอารมณ์ทางการเมืองของสังคมจะนำไปสู่ความเสียหายทางการเมืองอย่างหนัก  อารมณ์ทางการเมืองสามารถจะกระตุ้นปลุกเร้าให้เกิดขึ้นโดยขบวนการทางการเมือง  ความไม่เข้าใจอารมณ์ทางการเมืองย่อมบ่งชี้ถึงการขาดประสาทสัมผัสทางการเมือง  เพราะทั้งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น
คุณสมบัติทั้งห้าประการดังกล่าวมานั้นเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่ดีและประสบความสำเร็จ  ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรัฐบุรุษด้วย  เพราะการเป็นรัฐบุรุษจะต้องเริ่มต้นจากการเป็นนักการเมืองที่ดี  นักการเมืองที่ดีและประสบความสำเร็จไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่สามารถชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงเท่านั้น  แต่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษอันเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้  ความสามารถ  เสียสละ  ซื่อสัตย์  สุจริต  มีความเป็นผู้นำที่สง่างามน่าเชื่อถือ  เปี่ยมด้วยบารมี  มีอุดมการณ์และจริยธรรมที่ดีจนเป็นแบบอย่างสำหรับคนทั่วไปได้


วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

นุ่นมมร.สธ.หร.โกเมศ ขมุบขมิบการเมือง "สภากระดองปูแดง"

1. ฉายาสภาผู้แทนราษฎร

กระดองปูแดง
การเลือกตั้ง 3 ก.ค.54 พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากในสภา แกนนำนปช.ดำรงตำแหน่งส.ส.มากกว่า 20 คน แต่การทำงานภายใต้เสียงข้างมาก กลับให้ความสำคัญกับการปกป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ผู้มีอีกสถานะหนึ่ง คือ น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

ทุกครั้งที่ประชุมสภา หากพาดพิงถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ พ.ต.ท. ทักษิณ หรือครอบครัวชินวัตร ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม จะถูกส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนมากลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือด จนการ ประชุมสภาต้องหยุดชะงักหลายครั้ง

สภาชุดที่ 24 ภายใต้เสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยที่มักอ้างเสมอว่ามีมวลชนคนเสื้อแดงกว่า 15 ล้านเสียงสนับสนุน จึงเปรียบเสมือนกระดองสีแดงปกป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่มีชื่อเล่นว่า "ปู"



2. ฉายาวุฒิสภา

สังคโลก
สังคมต่างให้ความเชื่อมั่นคาดหวังไว้สูงว่า วุฒิสภาจะปฏิบัติหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเพื่อกำกับและดูแลการทำงานของสภาและกลั่นกรองกฎหมาย

แต่การทำงานในรอบปีที่ผ่านมา กลับไม่มีบทบาทเป็นที่ประจักษ์ ทั้งที่มาจากบุคคลที่อาวุโส มากประสบการณ์จากหลากหลายสาขาอาชีพ

เปรียบเสมือนเครื่องสังคโลก วัตถุโบราณที่มีคุณค่าในตัวเอง ทุกคนล้วนต้องการเสาะแสวงหาเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ แต่กลับไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะมีคุณค่าเพียงแค่เครื่องประดับเท่านั้น



3. ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ค้อนปลอม ตราดูไบ
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ได้รับฉายาว่า "ขุนค้อน" เมื่อครั้งเป็นรองประธานสภาปี"40 เพราะใช้ค้อนทุบลงบนบัลลังก์เพื่อแสดงความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุม

และก่อนได้รับเลือกเป็นประธานสภา ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเดินทางไปพบพ.ต.ท. ทักษิณที่ต่างประเทศ ท่าม กลางเสียงวิจารณ์ว่าไปเสนอ ตัวจนได้รับเลือกเป็นประธานสภาสมใจ

เมื่อมาทำหน้าที่ควบคุมการประชุมก็ถูกโจมตีอย่างหนักถึงความไม่เป็นกลางที่เอื้อต่อพรรคเพื่อไทย ทั้งในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการอภิปรายทั่วไปเรื่องปัญหาน้ำท่วม กระทั่งถูกกล่าวหาขั้นรุนแรงว่ารับใบสั่งจากนายใหญ่ดูไบ

ทำให้ภาพของขุนค้อนผู้หนักแน่น เด็ดขาด เป็นกลาง ตกต่ำลง จึงเป็นที่มาของฉายา "ค้อนปลอม ตราดูไบ" ในที่สุด



4. ฉายาประธานวุฒิสภา
นายพลถนัดชิ่ง
พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา แม้เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง หลังจากได้รับการสรรหาเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่เป็นบุคคลที่ สังคมจับตา เนื่องจากเคยผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในกองทัพและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้ตรวจการแผ่นดิน

แต่การทำงานในสภาที่ผ่านมา กลับไม่ได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ตามที่แสดงวิสัยทัศน์ในการชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภา

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเลี่ยงตอบคำถามเพื่อแสดงความคิดเห็นในเหตุการณ์ต่างๆ อ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องไปถามผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง

หรือแม้กระทั่งการพิจารณาในเรื่องต่างๆ ที่ต้องผ่านมือ มักตอบว่าจำไม่ได้เพราะมีหลายเรื่อง ต้องย้อนกลับไปดูก่อน ซึ่งเหมือนชิ่งตัวเองออกจากปัญหา ทั้งที่ควรแสดงบทบาทให้เข้มแข็งและเด็ดขาดสมกับเป็นอดีตนายพลในกองทัพ



5. ดาวเด่น

รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม

พรรคประชาธิปัตย์
การทำงานนับแต่เป็นส.ส.มีความเสมอต้นเสมอปลาย โดยเฉพาะการสวมบทมือปราบส.ส.นอกแถว เช่น การเปิดโปง ส.ส.ที่ชอบเสียบบัตรแสดงตนแทนกัน การขอให้ประธานสภาควบคุมการประชุมให้มีความเป็นกลาง

หรือแม้กระทั่งขอความร่วมมือส.ส.ไม่ให้ประชุมคณะกรรมาธิการในช่วงวันพุธหรือวันพฤหัสบดี ซึ่งตรงกับวันประชุมสภา เพราะมีผลให้องค์ประชุมเสี่ยงต่อการล่มหลายครั้ง

บทบาทเหล่านี้น.ส.รังสิมาประพฤติปฏิบัติมาตลอด ไม่คำนึงถึงว่าช่วงเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

6. ดาวดับ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
ตำแหน่งนายกฯแม้เป็นผู้นำฝ่ายบริหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องตัดขาดกับงานฝ่ายนิติ บัญญัติอย่างสิ้นเชิง ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์แสดงท่าทีไม่ให้ความสำคัญกับรัฐสภาหลายครั้ง

ทั้งที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่า พร้อมจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล นำพาประเทศผ่านพ้นปัญหาต่างๆ สร้างความหวังให้กับสังคม

ไม่ต่างอะไรกับการเป็นดาวเด่นในทางการเมือง ภายหลังประสบความสำเร็จจากการบริหารธุรกิจของครอบครัวชินวัตร

พฤติกรรมที่น.ส.ยิ่งลักษณ์แสดงออกจนนำมาซึ่งคำครหาว่า "หนีสภา" หลายครั้ง เช่น การไม่แสดงบทบาทนายกฯ เพื่อเข้ามาไกล่เกลี่ยระหว่างส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างจากอดีตนายกฯ หลายคนก่อนหน้านี้ที่พยายามเข้ามาเป็นตัวกลาง สร้างความประนีประนอมให้กับทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้งานสภาเดินหน้าไปได้

หรือการมอบหมายให้รัฐมนตรี หรือรองนายกฯ เป็นผู้ตอบกระทู้ถามสดแทนการตอบด้วยตัวเองหลายครั้ง ท่ามกลางข้อสงสัยว่ามอบหมายให้บุคคลอื่นชี้แจงแทนมากเกินความจำเป็นหรือไม่

ส่งผลให้น.ส.ยิ่งลักษณ์รับตำแหน่งดาวดับไปโดยปริยาย 



7. คู่กัดแห่งปี
อรรถพร พลบุตร vs จตุพร พรหมพันธุ์


การประชุมสภามีหลายครั้งที่เกิดวิวาทะระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างกรรมต่างวาระและต่างคู่กรณี แต่การฟาดฟันระหว่าง นายอรรถพร พลบุตร ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องยกให้เป็นมวยคู่เอกทุกครั้งไป

เนื่องจากเมื่อใดก็ตามที่ทั้ง 2 ลุกขึ้นเชือดเฉือนคำพูดกัน จะก่อเป็นชนวนให้เกิดเหตุประท้วงกันแบบบานปลายระหว่างส.ส.รัฐบาล และฝ่ายค้าน

ซึ่งส่วนใหญ่ประเด็นที่ทั้ง 2 คนโต้คารมกัน คือ การพาดพิงถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และพ.ต.ท.ทักษิณ 



8.  คนดีศรีสภา

งดการเสนอชื่อบุคคล


สื่อมวลชนประจำรัฐสภาเห็นร่วมกันว่ายังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม แม้จะมีส.ส. และส.ว.หลายคนแสดงบทบาทการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะช่วงน้ำท่วม หรือการแสดงออกผ่านการร่วมประชุมรัฐสภาในวาระต่างๆ

แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกคนใดแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงงดการมอบตำแหน่ง 



9. ผู้นำฝ่ายค้าน

หล่อดีเลย์


บทบาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน หลังแพ้การเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยไม่สำเร็จ แม้พยายามชี้แนะตรวจสอบรัฐบาลถึงปัญหาน้ำท่วม นโยบายด้านต่างๆ รวมถึงการเสนอทางออกเพื่อความปรองดอง

แต่ไม่สามารถวิจารณ์ได้เต็มปาก เนื่องจากถูกย้อนศรจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทยในสมัย นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ไม่ว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมก่อนหน้านี้ หรือการเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม

ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ที่เป็นประโยชน์หลายเรื่อง จึงถูกวิจารณ์ว่าเหตุใดไม่แก้ปัญหาอย่างที่ได้พูดเอาไว้ตั้งแต่เป็นนายกฯ

กลายเป็นที่มาของ "หล่อดีเลย์"

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รัฐบาลปูอบวุ้นเส้น

26 ธ.ค. - สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรฯ แถลงผลการจัดกิจกรรมตั้งฉายาสถาบันทางการเมืองประจำปี 2554 ซึ่งถือว่าเป็นการจัดขึ้นเป็นปีที่สอง จำนวน 11 ฉายา ได้แก่


1.   รัฐบาล ได้ฉายา "ปูอบวุ้นเส้น" เนื่องจาก มีสภาพเหมือนเมนูอาหารปูอบวุ้นเส้น ที่มีปูโดดเด่น สวยสด ราคาแพงอยู่ตรงกลาง ห้อมล้อมด้วยวุ้นเส้นซึ่งแม้จะดูราคาถูก แต่ก็เหนียวแน่น ยากต่อการที่จะแยกย้าย กระจายออกไป


2.   รัฐสภา ได้ฉายา "สภาจิ้งหรีด" เพราะการทำงานของสภาชุดนี้ ไม่ว่าจะ ส.ส. หรือ ส.ว. มีแต่เสียงทะเลาะกันไม่มีเนื้อหาสาระ ตามที่ประชาชนคาดหวังไว้

3.   พรรคเพื่อไทย ได้ฉายา "นักประดาน้ำ" เนื่องจากหลังชนะการเลือกตั้ง ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในการช่วยเหลือประชาชน เพราะต้องวนอยู่กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

4.    พรรคประชาธิปัตย์ ได้ฉายา "หล่อรอเสียบ" โดยมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีจุดขายเรื่องความหล่อของคนในพรรค และยังคงต้องรอเสียบเข้าเป็นรัฐบาลต่อไป หลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งมาตลอด

5.   พรรคภูมิใจไทย ได้ฉายา "ห้อยตกบัลลังก์" เป็นเพราะ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคไม่สามารถนำพาลูกพรรคชนะการเลือกตั้งและได้เบ่งบารมีเหมือนกับสมัย รัฐบาลชุดที่แล้ว โดยขณะนี้ตกบัลลังก์กลายมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน

6.   สถาบันตุลาการ ได้รับฉายา "ท่อน้ำทิ้ง" เนื่องจากตลอดปีที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตีความ หรือมาตรฐานในการวินิจฉัยคดีต่าง ๆ เปรียบเสมือนท่อน้ำที่มองภายนอกดูตรง แต่ข้างในเต็มไปด้วยน้ำเสียน้ำทิ้ง

7.  องค์กรอิสระต่างๆ ได้ฉายา "มือปราบผี" เพราะยังไม่มีผลงานประจักษ์ชัดเจน ในการดำเนินคดีกับบุคคลที่มีความผิด ทำให้คดีส่วนใหญ่ถ้าไม่หมดอายุความ คนผิดจะเสียชีวิตไปแล้ว

8.  กองทัพ ได้ฉายา "อัศวินม้าหงอย" เพราะการบริหารงานภายใต้รัฐบาลประชาธิปัตย์ กองทัพเปรียบเหมือนม้าที่ได้หญ้าดีน้ำดี แต่ปัจจุบันเปรียบเสมือนม้าที่ขาดหญ้าขาดน้ำ ขาดความคึก เข้าข่ายม้าหงอย

9.  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับฉายา "พระเอกตอนจบ" หลังเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ถูกทหารแย่งชิงความโดดเด่น จนต้องสกรีนเสื้อยืด เขียนคำว่า ตำรวจ ออกมาช่วยเหลือชาวบ้าน ซึ่งกว่าชาวบ้านจะมองเห็นการทำงานของตำรวจ ก็แทบจะหนังจบตอนแล้ว

10.  กทม. ได้รับฉายา "หม้อไฟต้มยำ" เพราะการทำงานในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา กทม. เหมือนปล่องไฟอยู่กลางน้ำ ในหม้อต้มยำ ที่มีแต่ปัญหาขัดแย้งกับ ศปภ. อยู่โดยตลอด

11.  ศปภ. ได้ฉายา "ศูนย์ปิดบังภัยพิบัติ" เนื่องจากมีความบกพร่อง คลาดเคลื่อน ผิดพลาด และขัดแย้งกันเอง ในการแถลงข่าวให้ข้อมูลกับประชาชนอยู่ตลอด และน่าเชื่อได้ว่ามีการปิดบังข้อมูลเรื่องน้ำ - สำนักข่าวไทย