มมร.สธ.หร.โกเมศ

มมร.สธ.หร.โกเมศ

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ขยับการเมือง



การเมือง - การละคร

กลเกมส์.......การเมือง
หลากเรื่อง....ซับซ้อน
เชิงซ่อน.......แข็งอ่อน
ยอกย้อน......พา งง

ดำเป็นขาว..............ขาวเป็นดำ
แปรเทานำ..............ซ่อนประสงค์
หลากประโยชน์........หลากจำนงค์
ไร้ยืนยง.................สลับเวียน

หรือ..การเมือง เป็นละคร โรงใหญ่ใหญ่
พรรค(+นัก)การเมือง หมุนสลับ .. ปกครองเปลี่ยน
ผลัดกันนำ ผลัดกันค้าน ผลัดเวียนเทียน
ผลัดกันเสี้ยน ผลัดกันชู .. บทละคร

ประชาขน ได้อะไร บ้างไหมหนอ
รอ..รอ..รอ....รอสิ่งใหม่ .. บทเรียนสอน !
ผู้นำ(การเมือง)มา แล้วก็ไป .. ตามบทตอน
ประวัติ(ศาสตร์)ย้อน .. ประชาฯช้ำ .. คำสัญญา !

อย่าเพิ่งท้อ นะประชาฯ .. การเมืองเคลื่อน
กาลลาเลื่อน .. ค่อยพัฒนา การเมืองกล้า !
กาลขับเคลื่อน .. วิวัฒนาการ ผ่านเวลา
อีกไม่ช้า .. ไม่ช้า ! .. การเมืองดี ? ..


นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด
นักการเมืองแจกแท็บเล็ต กษัตริย์แนะเคล็ดวิชา
นักการเมืองห่วงอำนาจ มหาราชห่วงประชา
นักการเมืองสร้างสัญญา องค์เจ้าฟ้าสร้างสรรธรรม
นักการเมืองหาเรื่องกิน องค์ภูมินทร์หาเรื่องทำ
......
นักการเมืองยุให้รำฯ ในหลวงย้ำให้ทำดี
นักการเมืองมักแบ่งขั้ว องค์เหนือหัวไม่แบ่งสี
นักการเมืองทำสี่ปี องค์ภูมีทำทุกวัน
นักการเมืองชอบแบ่งเสียง พ่อพอเพียงชอบแบ่งปัน
นักการเมืองคิดสั้น องค์ราชันย์คิดยาว
 
 
นักการเมืองหรือผู้ปฏิบัติงานทางการเมือง  เป็นส่วนประกอบสำคัญของการพัฒนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง  แต่ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือกติกาที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญ  และที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือ  ในสังคมมีการพัฒนาวัฒนธรรมการเมือการปกครองแบบประชาธิปไตยตั้งแต่ระดับครอบครัว  โรงเรียน  ในที่ทำงาน  จนถึงสังคมโดยรวม ในกรณีของผู้ปฏิบัติงานทางการเมืองนั้น  มีคำกล่าวซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า  นักการเมืองแตกต่างจากรัฐบุรุษในแง่ที่ว่า  นักการเมืองคือบุคคลที่คำนึงถึงผลการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป  ส่วนรัฐบุรุษคือบุคคลซึ่งคิดถึงอนาคตของประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนาคตเยาวชนรุ่นหลัง  กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐบุรุษนั้นถูกมองว่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีวิสัยทัศน์  และมีอุดมการณ์อย่างเหนียวแน่นต่อผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดิน  นักการเมืองจะถูกมองว่าคือบุคคลที่ติดยึดกับตำแหน่งอำนาจ  แม้การดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะส่งผลในทางลบก็ตาม

นักการเมืองที่ดีน่าจะเป็นนักการเมืองที่มีคุณสมบัติ 5 ประการดังต่อไปนี้
ประการแรก  นักการเมืองผู้นั้นต้องมีความผูกพันทางอุดมการณ์ (Ideological Commitment) โดยในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นจะต้องมีความเชื่อและศรัทธาในระบบประชาธิปไตย  มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย  และต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นเป็นกรรมวิธี (means) เพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่าง  และขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่มีเป้าหมายบั้นปลาย (end) ที่มีคุณค่าในตัวของมันเอง  นักการเมืองที่ดีจึงเป็นนักการเมืองที่ปฏิบัติตามกรอบกติกาเพื่อรักษาไว้ซึ่งกระบวนการประชาธิปไตย โดยไม่ตะแบงละเมิด
ประการที่สอง  นักการเมืองที่ดีจะต้องมีจริยธรรมทางการเมือง (Political Ethics)  ในขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองมักจะรวมจริยธรรมอยู่ด้วย  แต่จริยธรรมทางการเมืองอาจจะเป็นรายละเอียดที่อยู่นอกกรอบอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งเป็นกรอบใหญ่  ประเด็นเรื่องจริยธรรมทางการเมืองจะเกี่ยวข้องกับความถูกต้องตามกฎหมาย  ความชอบธรรมทางการเมือง  และความน่าเชื่อถือรวมทั้งศรัทธา  การกระทำอันใดก็ตามถึงแม้จะถูกต้องตามกฎหมายจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงถ้าเกิดผลเสียตามมา  จริยธรรมทางการเมืองจะเป็นเครื่องชี้แนวทางในการปฏิบัติ  ในขณะที่อุดมการณ์ทางการเมืองจะทำหน้าที่เสมือนจิตวิญญาณของระบบการเมืองในภาพรวม
 
ประการที่สาม  นักการเมืองที่ประสบความสำเร็จในฐานะนักการเมืองที่ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคม  ไม่ว่าจะในฐานะสมาชิกรัฐสภาหรือรัฐมนตรีจะต้องมีความรู้ทางการเมือง (Political Knowledge)   ซึ่งความรู้ดังกล่าวนี้คือความรู้ทางการเมือง  เศรษฐกิจและสังคม  มีวิชาหนึ่งวิชาที่เริ่มต้นในอังกฤษเป็นที่ทราบกันว่าเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาการเมือง  ความรู้เกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐศาสตร์  หรือที่เรียกว่า PPE (Philosophy, Politics and Economics) วิชาดังกล่าวนี้มีแนวคิดที่ว่า  การบริหารประเทศนั้นจะต้องกระทำโดยบุคคลที่มีความรู้ทางการเมือง  อันรวมถึงความรู้ทางสังคมด้วย  ขณะเดียวกันก็ต้องมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจและธุรกิจ  ทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและระหว่างประเทศ  แต่ที่สำคัญจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องปรัชญาทางการเมือง  ซึ่งปรัชญาทางการเมืองนั้นจะรวมทั้งอุดมการณ์และจริยธรรมเพื่อเป็นเครื่องชี้นำในการปฏิบัติ  นักการเมืองที่มีความรู้ครึ่งๆ กลางๆ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง  เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจผิดพลาดเนื่องจากขาดข้อมูลและความรู้  ที่สำคัญขาดอุดมการณ์ที่จะเป็นเครื่องชี้นำ

ประการที่สี่  นักการเมืองที่ดีจะต้องมีประสาทสัมผัสทางการเมือง  (Political Sense)  ความสามารถในการเข้าใจนัยสำคัญทางการเมืองอันเกิดจากเหตุการณ์ทางการเมือง  ซึ่งจะส่งผลในทางลบหรือทางบวกนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง  เพราะการอ่านสถานการณ์ทางการเมืองที่ผิดพลาดอาจจะนำไปสู่ความสูญเสียอย่างมหาศาล  กระบวนการทางการเมืองที่เริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนไม่สำคัญเนื่องจากการอ่านสถานการณ์ที่ผิดพลาด  อาจจะนำไปสู่การขยายขอบข่ายอย่างกว้างขวาง  เป็นผลร้ายทางการเมืองได้  ดังปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ประการที่ห้า  นักการเมืองที่ดีคือนักการเมืองที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์ทางการเมือง (Political Mood) ของสังคม  การขาดความเข้าใจอารมณ์ทางการเมืองของสังคมจะนำไปสู่ความเสียหายทางการเมืองอย่างหนัก  อารมณ์ทางการเมืองสามารถจะกระตุ้นปลุกเร้าให้เกิดขึ้นโดยขบวนการทางการเมือง  ความไม่เข้าใจอารมณ์ทางการเมืองย่อมบ่งชี้ถึงการขาดประสาทสัมผัสทางการเมือง  เพราะทั้งสองส่วนนี้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น
คุณสมบัติทั้งห้าประการดังกล่าวมานั้นเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่ดีและประสบความสำเร็จ  ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรัฐบุรุษด้วย  เพราะการเป็นรัฐบุรุษจะต้องเริ่มต้นจากการเป็นนักการเมืองที่ดี  นักการเมืองที่ดีและประสบความสำเร็จไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่สามารถชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงเท่านั้น  แต่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษอันเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้  ความสามารถ  เสียสละ  ซื่อสัตย์  สุจริต  มีความเป็นผู้นำที่สง่างามน่าเชื่อถือ  เปี่ยมด้วยบารมี  มีอุดมการณ์และจริยธรรมที่ดีจนเป็นแบบอย่างสำหรับคนทั่วไปได้


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น